เมนู

ทดลองขับ และ ซื้อประกันภัย >>

วิธีการตรวจเช็กสภาพรถที่ถูกต้อง [ตรวจสอบตามนี้ได้เลย]

การตรวจเช็กสภาพรถที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้รถยนต์มีความพร้อมในการใช้งาน และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น ทำให้คุณได้ใช้งานรถยนต์อย่างปลอดภัย หมดกังวลจากปัญหาการใช้รถในขณะเดินทาง

บทความนี้มีดูวิธีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ที่ถูกต้อง คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน ทั้งรถที่คุณใช้งานเป็นประจำให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และรถที่จอดไว้นานให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

ทำไมต้องตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ

  • เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานรถยนต์ เพื่อให้รถยนต์ของคุณมีความพร้อมในการใช้งาน รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในขณะใช้รถบนท้องถนน
  • ยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น เพื่อให้ชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ ยังสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ รวมไปถึงเช็กดูว่ามีชิ้นส่วนไหนเสื่อมสภาพ ก็จะสามารถเปลี่ยนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยให้ประหยัดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว เพราะการตรวจเช็กสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้พบจุดบกพร่องและแก้ไขได้ทันเวลา ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานเกินไปก็อาจจะเสียค่าซ่อมแซมในราคาแพงได้
  • รักษามูลค่าของรถยนต์ การตรวจเช็กสภาพรถยนต์เป็นประจำ จะช่วยให้รถมีสภาพที่ดีอยู่เสมอ หากคุณต้องการขายในอนาคตก็จะมีราคาที่ดี

วิธีตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นที่ถูกต้อง

การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำ จะช่วยให้รถได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ และถ้าหากว่ารถยนต์มีปัญหา ก็จะช่วยให้คุณตรวจพบได้เร็ว เพื่อการแก้ไขที่ทันเวลา

สำหรับการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเอง ให้คุณเริ่มที่ภายในห้องเครื่องที่บริเวณหน้ารถก่อน โดยทำการเปิดฝากระโปรงหน้า ใช้ก้านค้ำฝาให้เรียบร้อย จากนั้นทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ แบบไล่ไปตามเข็มนาฬิกา ดังต่อไปนี้

1. กระปุกน้ำมันเบรก 

1. กระปุกน้ำมันเบรก 

เป็นของเหลวที่มีหน้าที่ช่วยห้ามล้อในขณะที่เหยียบเบรก 

โดยควรตรวจเช็กทุก 1 เดือนหรือก่อนออกเดินทางไกล การสังเกตน้ำมันเบรกที่อยู่ภายในกระปุก ถ้าเป็นระดับที่ปกติ ของเหลวจะอยู่ระหว่างขีด Max (ขีดสูงสุด) และ Min (ขีดต่ำสุด) 

การบำรุงรักษา หากพบการรั่วไหล หรือปริมาณน้ำลดลงต่ำกว่าขีด Min ให้นำรถไปที่ศูนย์บริการเพื่อให้ช่างที่ชำนาญตรวจเช็กความบกพร่องและแก้ไข

2. ถังน้ำฉีดกระจก 

เป็นที่เก็บน้ำสำฉีดชะล้างสิ่งสกปรกบนกระจกในขณะขับขี่ 

ถังน้ำฉีดกระจก 

สำหรับน้ำฉีดกระจก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ค่อยได้ใช้บ่อย แต่ก็ควรหมั่นตรวจเช็กให้มีปริมาณน้ำหลงเหลืออยู่ภายในอยู่เสมอ เพื่อในยามฉุกเฉินที่กระจกหน้ารถมัวหรือมีสิ่งสกปรกมาบดบังทัศนวิสัยในการขับรถ ก็จะสามารถกดใช้ได้ทันที 

การบำรุงรักษา เติมน้ำเปล่าธรรมดาลงไปให้พอดีกับระดับที่กำหนด

3. หม้อน้ำ 

หม้อน้ำ

เป็นอุปกรณ์หลักที่มีหน้าที่ระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ 

เป็นสิ่งที่ควรเช็กทุกสัปดาห์ โดยให้เช็กก่อนสตาร์ทเครื่อง หรือในขณะที่เครื่องยนต์ไม่ร้อน ด้วยการเปิดฝาหม้อน้ำ และสังเกตปริมาณน้ำที่อยู่ภายในหม้อพักน้ำ รวมไปถึงสีของน้ำหล่อเย็นว่าเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

การบำรุงรักษา หากปริมาณน้ำลดลงไปเยอะแล้ว หรือเข้าใกล้กับขีด Min (ขีดต่ำสุด) ก็สามารถเติมน้ำยาหล่อเย็นลงไปให้เต็ม แต่ถ้าสังเกตเห็นว่าสีของน้ำหล่อเย็นเปลี่ยนไปจากเดิม ก็ต้องนำรถยนต์ไปเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นที่ศูนย์บริการ ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องทำการเปลี่ยนทุก 10 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร

4. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่อง

เป็นสารหล่อลื่นที่ช่วยให้ชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์ทำงานได้เป็นปกติ 

โดยให้ตรวจเช็กทุก 1 เดือน หรือก่อนออกเดินทางไกล การเช็กระดับน้ำมันเครื่อง ให้จอดรถยนต์ในที่ราบ ดับเครื่องยนต์ให้สนิท แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา ใช้ผ้าเช็ดบริเวณปลายก้านที่มีขีดบอกระดับให้สะอาด จากนั้นเสียบกลับเข้าไปสักครู่แล้วดึงออกมา เพื่อดูระดับน้ำมันเครื่องที่ติดออกมา

ซึ่งบริเวณปลายก้านวัดน้ำมันเครื่อง จะมีจุดบอกปริมาณอยู่ 2 จุด (Max และ Min) หากน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างจุด 2 จุด จะถือว่าเป็นระดับที่ปกติ

การบำรุงรักษา ถ้าน้ำมันเครื่องอยู่ต่ำกว่าจุดล่าง (Min) ก็ควรนำรถเข้าไปที่ศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ก โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะต้องทำทุก 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร 

5. แบตเตอรี่ 

แบตเตอรี่ 

เป็นตัวป้อนกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานเป็นปกติ ทั้งการสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือไฟส่องสว่าง

โดยการวัดระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ให้สังเกตด้านของของแบตเตอรี่จะมีขีด Max และ Min บอกระดับ ซึ่งถ้าปริมาณน้ำกลั่นอยู่ระหว่างทั้ง 2 ขีดนี้จะถือว่าปกติ นอกจากนี้ให้สังเกตไฟตาแมวที่ด้านบนของแบตเตอรี่ จะมีสัญลักษณ์และวิธีการดู ที่บอกอยู่ว่าประจุไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่

การบำรุงรักษา ถ้าปริมาณน้ำกลั่นอยู่ต่ำกว่าขีด Min หรือขีดล่าง ก็ใช้น้ำกลั่นเติมให้อยู่ในระดับปกติ หรือนำรถไปที่ศูนย์บริการเพื่อเติมน้ำกลั่น

สำหรับแบตเตอรี่ของรถยนต์ฮอนด้า จะเป็นรูปแบบ Maintenance Free หรือกึ่งแห้ง กินน้ำกลั่นน้อย ชนิดที่ไม่ต้องบำรุงรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งทางช่างจะเติมน้ำกลั่นให้ทุก 6 เดือนที่เข้ารับการเช็กระยะ โดยรถใหม่ป้ายแดงจะมีการรับประกันการใช้งานที่ 1 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งที่ถึงก่อน)

6. ไส้กรองอากาศรถยนต์ 

ไส้กรองอากาศรถยนต์ 

เป็นตัวกรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปภายในเครื่องยนต์ ป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์สึกหรอหรือเสียหาย

โดยการตรวจเช็กให้ปลดคลิปล็อคทั้งหมด แล้วยกฝาครอบออก จากนั้นดึงไส้กรองอากาศออกมา เพื่อสังเกตดูว่ามีสิ่งสกปรกติดแน่นอยู่หรือไม่

การบำรุงรักษา ถ้ามีสิ่งสกปรกติดอยู่ ก็นำมาเคาะกับพื้นให้ฝุ่นหลุดออกมา แล้วใส่กลับเข้าไป โดยห้ามใช้ลมเป่าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เศษผงฝุ่นหลุดลอดเข้าไปในเส้นใยกรองอากาศ 

7. ตรวจเช็กลมยาง 

ตรวจเช็กลมยาง 

นอกจากห้องเครื่องแล้วก็ยังมียางรถยนต์ ที่เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนรถ สำหรับยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ ให้คุณเช็กแรงดัน และเติมลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

สำหรับวิธีเช็กให้เคาะยางเพื่อฟังเสียงดูว่าลมยางอ่อนหรือไม่ และสังเกตรอบๆ ตัวยาง ว่ามีร่องรอยฉีกขาด รอยแตก หรือมีวัตถุแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่ นอกจากนี้รถที่ใช้งานนานแล้วให้เช็กสภาพดอกยาง และอายุการใช้งานของยาง ว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้วหรือไม่ 

การบำรุงรักษา นำรถไปเติมลมยางที่ปั๊มน้ำมัน หรือใช้เครื่องเติมลมยางแบบพกพา โดยความเหมาะสมในการเติมลมยาง คุณสามารถดูระดับแรงดันลมยางที่เหมาะสม ได้ที่สติ๊กเกอร์ที่ติดตรงบริเวณตัวรถฝั่งคนขับ

8. สัญญาณไฟและไฟส่องสว่าง 

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการใช้รถบนท้องถนน นั่นคือไฟส่องสว่าง โดยให้คุณเช็กไฟส่องสว่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ไฟฉุกเฉิน รวมไปถึงระบบไฟในห้องโดยสารทั้งไฟหน้าปัด ไฟที่เพดานรถ ที่กระจกส่อง ว่ายังใช้งานได้เป็นปกติหรือไม่

การบำรุงรักษา หากคุณพบว่ามีไฟตรงไหนที่ไม่ติด มีการติดๆ ดับๆ ก็สามารถซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยนได้เอง หรือนำรถเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟที่ศูนย์บริการได้เลย

การตรวจเช็กสภาพรถที่จอดทิ้งไว้นาน

สำหรับใครที่จอดรถทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลานาน แล้วไม่ได้สตาร์ทเครื่องเลย หรือไม่ได้ขับออกไปไหนเลยมากกว่า 2 สัปดาห์ แล้วจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง จะต้องตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมก่อนนำออกมาขับบนท้องถนนอีกครั้ง โดยทำได้ดังนี้

  • เช็กยางรถก่อน เพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นและแบกรับน้ำหนักในการใช้งาน โดยให้ดูสภาพภายนอกก่อนว่ายังใช้งานได้หรือไม่ ถ้ายังใช้งานได้ ไม่มีร่องรอยเสียหายอะไร ก็ทำการเติมลมให้พอดีก่อนใช้งานอีกครั้ง แต่ถ้าพบว่าตัวยางมีความเสียหาย หรือยางเสื่อมสภาพก็จะควรจะเปลี่ยนยางทันที
  • เช็กระบบไฟและสัญญาณไฟ เปิดเครื่องยนต์แล้วตรวจสอบระบบไฟฟ้าว่ายังทำงานได้เป็นปกติหรือไม่ ถ้าพบว่าใช้งานไม่ได้นั่นอาจจะเป็นเพราะแบตเตอรี่หมด 
  • เช็กยางที่ปัดน้ำฝน ด้วยการสังเกตดูก่อนว่ามีการเสื่อมสภาพ หรือเสียรูปทรงไปหรือไม่ ถ้าหากมีปัญหาก็ต้องทำการเปลี่ยนให้เรียบร้อย
  • เช็กการทำงานของแบตเตอรี่ ด้วยการลองสตาร์ทรถดู ถ้ายังสตาร์ทติด นั่นยังแปลว่าแบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพที่ยังใช้งานได้อยู่ แต่ถ้าสตาร์ทเครื่องไม่ติดก็จะต้องเช็กว่าปัญหาเกิดจากอะไร เช่น แบตเตอรี่หมด ก็ต้องทำการพ่วงแบตสตาร์ท
  • เช็กของเหลวในห้องเครื่อง รถที่ไม่ได้ใช้งานนานต้องเช็กระดับของเหลวในอุปกรณ์ต่างๆ ให้ดี ว่ายังอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่ รวมไปถึงเช็กดูว่าร่องรอยการรั่วซึมหรือไม่ ถ้าหากว่ามีก็ควรนำไปเข้าไปเช็กที่ศูนย์บริการเพื่อแก้ไขให้เรียบร้อย

โดยถ้าคุณตรวจสอบเบื้องต้นแล้วยังไม่พบปัญหา ก็ยังสามารถใช้รถได้ตามปกติ แต่ถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจในการตรวจเช็กเบื้องต้นด้วยตนเอง ก็สามารถนำรถเข้าไปตรวจเช็กสภาพรถอย่างละเอียดได้ที่ศูนย์บริการใกล้บ้านได้เลย

เคล็ดลับที่ควรทำหากจะต้องจอดรถทิ้งไว้นาน 

ถ้าคุณจำเป็นจะต้องจอดรถเอาไว้นานๆ หรือจะไม่ได้ใช้งานรถเลย สิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาสภาพรถยนต์เอาไว้ เพื่อไม่ให้มีปัญหาอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนต่างๆ ของรถเสื่อมสภาพ สามารถทำได้ดังนี้

  1. ล้างทำความสะอาดตัวรถ รวมถึงทำความสะอาดภายในรถให้สะอาด แล้วนำของออกจากรถให้หมด 
  2. นำไปจอดรถเอาไว้ในที่ร่ม โดยให้จอดภายในอาคาร หรือโรงจอดรถที่ไม่อับชื้น ไม่ควรจอดทิ้งไว้ตากแดดหรือจอดใต้ต้นไม้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวรถ
  3. หมั่นทำความสะอาดภายนอกอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้มีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาติดที่บริเวณตัวรถเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดคราบฝังแน่นที่ทำให้ภายนอกเสียหาย
  4. เปิดเช็กห้องเครื่อง เพื่อดูน้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ รวมถึงของเหลวต่างๆ ถ้าหากลดลงก็ต้องเติมให้กลับมาเป็นระดับที่ปกติ 
  5. สังเกตในห้องเครื่อง ดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับสายไฟ หรือชิ้นส่วนต่างๆ มีการรั่วไหลหรือไม่ เพราะในการจอดรถเอาไว้เป็นเวลานานอาจจะมีฝุ่นละอองเข้าไปเกาะ หรือมีสัตว์ตัวเล็กเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ จนเกิดความชำรุดได้
  6. อุ่นเครื่องทุกสัปดาห์ โดยให้คุณสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานไปประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เครื่องยนต์ให้ยังใช้งานได้ดีและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ หรือถ้าไม่สะดวกในการอุ่นเครื่อง ก็สามารถถอดขั้วแบตออก เพื่อรักษาแบตเตอรี่เอาไว้
  7. ตรวจวัดลมยางให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ลมยางหมด เพื่อรักษาโครงสร้างของยางไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ถ้าไม่สามารถตรวจเช็กภาพรถได้เป็นประจำ ก็ใช้การเติมลมยางให้อัดแน่นที่ 50-60 PSI เมื่อจะกลับมาใช้งานก็ทำการปล่อยลมออกให้พอดี

ในกรณีที่ต้องจอดทิ้งไว้ในระยะเวลาที่นานจริงๆ แล้วคุณไม่สามารถอยู่ดูแลรถได้ ทางที่ดีก็ควรหาคนมาดูแลรถให้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวรถเสื่อมสภาพการใช้งาน และเมื่อกลับมาใช้งานอีกครั้ง รถก็มีความพร้อมในการใช้งานเลย

สรุปท้ายบทความ

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นที่คุณทำได้เองที่บ้าน ซึ่งถ้าหากคุณพบส่งผิดปกติ หรือมีไฟสัญญาณโชว์ที่หน้าปัด ก็แนะนำให้คุณนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด

และสำหรับลูกค้าฮอนด้า สามารถนำรถยนต์มาตรวจเช็กสภาพรถยนต์ หรือซ่อมบำรุงได้ที่ศูนย์บริการของ V Group Honda โดยคุณสามารถติดต่อจองคิวเข้ารับบริการ ได้ทุกช่องทางของเรา

girls discharge outside daftsex.ws zoom sex pics

gay tag4 school girl nude yoga PornHub grindng sex

suking vagina nuggetporn.net tricking straight man to fuck shemale suking vagina

jaipniz moom and son prn video atm bbw arab theporndude.top a lvy

atm bbw arab Thumbzilla grindng sex

bay vip club Bayvip.Vin - Cổng game dân gian số 1 Việt Nam Chi tiết ứng dụng BayVip

Choang Android APK choáng game bài Choáng Club | Choang.Club - Nổ hũ to

Tải game B29 B29 - Cổng game Bom Tấn Hội Tụ Tải game B29

Game Nổ Hũ Đánh Bài Đổi Thưởng Boc.Club bocvip apk https://taibocvip.win/