Honda Hybrid รุ่นอะไรน่าใช้บ้าง? งบเริ่มต้นเท่าไหร่?

รถยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid จะมาในรุ่นที่มีชื่อว่า อี:เอชอีวี (e:HEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มอบประสบการณ์ในการขับขี่ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานในยุคปัจจุบันมากขึ้น

ในบทความนี้มาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Hybrid ในรถยนต์ Honda และแนะนำรถยนต์ฮอนด้า e:HEV ที่น่าใช้งาน 2 รุ่นล่าสุด พร้อมราคาเริ่มต้น

เทคโนโลยี Hybrid ในรถยนต์ Honda

ฮอนด้าได้พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนรถยนต์แบบ Advanced Full Hybrid หรือระบบขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Sport Hybrid i-MMD ซึ่งเป็นการผสานพลังงานของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน ที่มอบความสมรรถนะขับขี่ด้วยที่ทรงพลัง ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ที่มารูปภาพ https://www.youtube.com/watch?v=iWGNo6GLzDU

การทำงานของระบบ Sport Hybrid i-MMD

Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) เป็นระบบเครื่องยนต์ไฮบริดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด มอบความทรงพลังให้กับการขับขี่ พร้อมไปกับการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

สำหรับระบบ Sport Hybrid i-MMD ของรถยนต์ฮอนด้า สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่ต่อเนื่อง ได้ 6 รูปแบบ คือ

  1. Engine Stop Mode ขณะรถหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน แต่ระบบแอร์ยังคงทำงานอยู่ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่
  2. EV Drive Mode / Hybrid Drive Mode ขณะออกตัวและเพิ่มความเร็ว จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยที่เครื่องยนต์ยังหยุดทำงานอยู่ และเมื่อเพิ่มความเร็วจะเข้าสู่ระบบไฮบริด
  3. EV Drive Mode สลับกับ Hybrid Drive Mode ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำหรือปานกลางคงที่ จะเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และระบบจะเลือกสลับการทำงานกับโหมดการขับแบบไฮบริด ตามระดับไฟฟ้าในแบตเตอรี่
  4. Hybrid Drive Mode ขณะเร่งความเร็วเพื่อแซง พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ จะผสานกำลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มกำลังในการเร่งแซง 
  5. Engine Drive Mode / EV Drive Mode ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่ จะเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ และระบบจะตัดสลับการทำงานกับโหมดขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ตามระดับไฟฟ้าในแบตเตอรี่
  6. Regenerating Mode ในขณะที่ลดความเร็ว เครื่องยนต์จะหยุดทำงานและชาร์จไฟกลับอย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้ประสบการณ์ของการขับขี่ที่ทรงพลัง ไปพร้อมกับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด

แนะนำ 2 รุ่น honda Hybrid ที่น่าใช้

1. Honda The City Hatchback e:HEV

ราคาเริ่มต้นที่ 849,000 บาท

1. Honda The City Hatchback e:HEV

Honda The City Hatchback e:HEV รถยนต์ 5 ประตู ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Sport Hybrid i-MMD ทำงานคู่กับเครื่องยนต์เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC ความจุ 1,498 ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิด 127 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า แรงบิดถึง 253 นิวตันเมตร ที่ 0-3,000 รอบต่อนาที ทำให้ได้ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แต่คงไว้ด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีการขับขี่

  • เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วที่พวงมาลัย
  • ปุ่ม ECON พร้อมไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบ Auto Break Hold
  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว

รูปภายนอก Honda The City Hatchback e:HEV

ภายนอก ออกแบบกันชนหน้า-หลัง พร้อมกับกระจังหน้าด้วยดีไซน์สปอร์ตแบบ RS ตัวโลโก้ฮอนด้าตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่เป็นเอกลักษณ์ของเทคโนโลยีไฮบริด 

โดยมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานได้แก่

  • ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
  • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่อง
  • กระจังหน้า กันชนหน้า และกันชนหลังสไตล์สปอร์ตแบบ RS
  • สปอยเลอร์หลังตกแต่งสีดำแบบสปอร์ต
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
  • กระจกมองข้างแบบ Gloss Black ปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว
  • ระบบปรับน้ำฝนแบบหน่วงเวลา
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ไล่ฝ้ากระจกหน้า-หลัง
  • ล้ออัลลอย 16 นิ้ว

Honda The City Hatchback e:HEV มี 6 สีให้เลือก คือ

  • น้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก)
  • แดงอิกไนต์ (เมทัลลิก)
  • ขาวแพลทินัม (มุก)
  • เทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
  • เทาโซนิค (มุก)
  • ดำคริสตัล (มุก)

ภายในของ Honda The City Hatchback e:HEV

ภายในของ Honda The City Hatchback e:HEV ออกแบบด้วย Dark Tone เติมความสปอร์ตด้วยวัสดุตกแต่งสีดำ Piano Black และเบาะดีไซน์สปอร์ตตกแต่งด้วยแถบสีแดง พร้อมทั้งรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของการใช้งาน กับเบาะนั่งอัลตราซีทที่ปรับพื้นที่ได้มาก ถึง 4 รูปแบบ ซึ่งมีอุปกรณ์มาตรฐานได้แก่

  • เบาะหุ้มด้วยหนังกลับ ผ้า และหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้วยแถบสีแดง
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
  • เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ
  • ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ
  • ช่องปรับอากาศตอนหลัง
  • พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
  • ช่องจ่ายไฟสำรองด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • กระจกมองหลังแบบตัดแสง
  • แผงบังแดด พร้อมกระจกแต่งหน้าแบบมีฝาปิด ทั้งด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารและห้องสัมภาระท้าย
  • พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว
  • ราวมือจับ 4 ตำแหน่ง
  • เบาะด้านหลังแบบอัลตร้าซีท แยกพับ 60:40
  • พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสาย
  • ระบบเครื่องเสียงวิทยุ หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth
  • รองรับการเชื่อมต่อ Smartphone / คำสั่งเสียง Siri / ช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด
  • ลำโพง 8 ตัว
  • ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT

2. Honda New City e:HEV

ราคาเริ่มต้นที่ 839,000 บาท

2. Honda New City e:HEV

Honda New City e:HEV รถเก๋ง 4 ประตู ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Sport Hybrid i-MMD ทำงานคู่กับเครื่องยนต์ความจุ 1,498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่เป็นระบบ Full Hybrid ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) อัตราประหยัดน้ำมันถึง 27.8 กม. / ลิตร

เทคโนโลยีการขับขี่

  • เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วที่พวงมาลัย
  • ปุ่ม ECON พร้อมไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบ Auto Break Hold
  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว

รูปภายนอก Honda New City e:HEV

ภายนอก ได้รับการออกแบบที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ของซิตี้คาร์ ให้เป็นสไตล์สปอร์ตหรูหรา เร้าใจ ทั้งไฟหน้า/ไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าและสปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และ e.HEV ที่เป็นเอกลักษณ์ของเทคโนโลยีไฮบริด โดยมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานได้แก่

  • ไฟหน้า และไฟท้าย แบบ LED
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน และไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
  • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่อง
  • กระจังหน้า กันชนหน้า และกันชนหลังสไตล์สปอร์ตแบบ RS
  • สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black
  • กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวในตัวสีดำแบบสปอร์ต
  • ระบบปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลา
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ไล่ฝ้ากระจกหน้าและหลัง
  • ล้ออัลลอย 16 นิ้ว

Honda New City e:HEV มี 6 สีให้เลือก คือ

  • น้ำเงินออบซิเดียน (มุก)
  • แดงอิกไนต์ (เมทัลลิก)
  • ขาวแพลทินัม (มุก)
  • ดำคริสตัล (มุก)
  • เงินลูนาร์ (เมทัลลิก)
  • เทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)

Honda New City e:HEV ภายใน

Honda New City e:HEV ภายใน ได้รับการตกแต่งด้วยโทนดำที่เน้นความสปอร์ตหรูหรา ตั้งแต่เบาะนั่งไปจนถึงเพดาน และยังโดดเด่นด้วยห้องโดยสารที่มีความกว้างขวางสบายในทุกมิติ มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานได้แก่

  • วัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังกลับ ผ้า และหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้ายสีแดง
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
  • เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ
  • ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ
  • ช่องปรับอากาศตอนหลัง
  • พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
  • ช่องจ่ายไฟสำรองด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • กระจกมองหลังแบบตัดแสง
  • แผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าแบบมีฝาปิด ทั้งด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารและห้องสัมภาระท้าย
  • พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว
  • ราวมือจับ 4 ตำแหน่ง
  • ระบบเครื่องเสียงวิทยุ หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth
  • รองรับการเชื่อมต่อ Smartphone / คำสั่งเสียง Siri / ช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด
  • ลำโพง 8 ตัว

เทคโนโลยี Honda Sensing ที่มาพร้อมกับ e:HEV

ฮอนด้าขุมพลัง Sport Hybrid i-MMD ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda Sensing ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ ได้แก่

1. ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)   

โดยจะแจ้งเตือนไปยังคนขับให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยาน หรือคนข้ามถนนที่อยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย ไปยังหน้าจอแสดงข้อมูล พร้อมสัญญาณเสียง 

รวมไปถึงการสั่นเตือนที่พวงมาลัยในกรณีที่รถสวนทาง ซึ่งเมื่ออยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชนแต่ไม่มีการตอบสนองจากคนขับ ระบบจะทำการเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

2. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) 

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) 

ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ และจะปรับความเร็วอัตโนมัติด้วยกล้องตรวจจับรถคันหน้า เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม

3. ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) 

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) 

กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยให้คนขับสามารถควบคุมรถให้อยู่ในช่องได้เป็นปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ได้

4. ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW) 

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW) 

ระบบจะใช้กล้องหน้าตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร โดยหากพบว่ารถอยู่ในสภาวะที่เบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอ พร้อมกับการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติ

5. ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) 

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) 

ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และปรับเป็นไฟต่ำเมื่อมีรถสวนทาง หรือมีรถด้านหน้า

สรุปท้ายบทความ

รถยนต์ฮอนด้าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยระบบ Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) พร้อมให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ในการขับขี่แล้ว

สำหรับลูกค้าท่านใดที่สนใจข้อมูลรถยนต์ฮอนด้าในรุ่น e:HEV หรือรับข้อเสนอในการออกรถเพิ่มเติม สามารถติดต่อ V Group Honda เพื่อรับบริการกับเราได้จากทุกช่องทางเลยครับ