Honda City อัตราสิ้นเปลือง คุ้มแค่ไหนในยุครถไฟฟ้า

เลือกหัวข้อที่อยากอ่าน

ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทในหลาย Segment โดยเฉพาะกลุ่มรถขนาดเล็กถึงกลางที่เคยเป็นพื้นที่ของรถเครื่องยนต์สันดาป

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม B-Segment มาอย่างยาวนาน หนึ่งในรุ่นที่ผู้ใช้ชาวไทยรู้จักดีคือ Honda City

City เป็นรถที่มีจุดเด่นด้าน

  • ความประหยัดน้ำมัน
  • ความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์
  • ค่าบำรุงรักษาที่ไม่สูง
  • และราคาขายต่อที่ค่อนข้างดี

แต่ในยุคที่รถไฟฟ้าเริ่มเข้ามาแข่งขัน หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า

Honda City ยังประหยัดและคุ้มค่าหรือไม่

บทความนี้จะพาไปดูทั้ง

  • อัตราสิ้นเปลืองจริง
  • ค่าใช้จ่ายระยะยาว
  • ค่า Maintenance

เพื่อดูว่ารถรุ่นนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอยู่หรือไม่

เครื่องยนต์ Honda City จุดเด่นด้านความประหยัด

ปัจจุบัน Honda City มีระบบขับเคลื่อนหลัก 2 แบบ

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ
  • ระบบไฮบริด e:HEV

ทั้งสองแบบถูกออกแบบมาให้เน้นความประหยัดน้ำมันเป็นหลัก

Honda City Turbo อัตราสิ้นเปลืองจริง

Honda City Turbo ใช้เครื่องยนต์

1.0 ลิตร VTEC Turbo

กำลังสูงสุด
122 แรงม้า

แรงบิดสูงสุด
173 นิวตันเมตร

ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองจาก Honda Thailand

23.8 กม./ลิตร

ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีสำหรับรถยนต์เบนซินใน Segment นี้

การใช้งานจริง

จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • ในเมืองประมาณ 14–17 กม./ลิตร
  • นอกเมืองประมาณ 18–22 กม./ลิตร

ข้อดีของเครื่องยนต์เทอร์โบคือ

แรงบิดมาเร็วตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การเร่งแซงในเมืองทำได้ดีโดยไม่ต้องใช้รอบเครื่องสูง

Honda City e:HEV ประหยัดที่สุดในกลุ่ม

สำหรับผู้ที่ต้องการความประหยัดมากขึ้น Honda มีตัวเลือกเป็นระบบไฮบริด

Honda City e:HEV

ระบบนี้ใช้เครื่องยนต์

1.5 ลิตร Atkinson Cycle

ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

กำลังรวมของระบบ
109 แรงม้า

จุดเด่นของระบบ e:HEV คือการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในหลายช่วงความเร็ว ทำให้การใช้น้ำมันลดลงอย่างชัดเจน

อัตราสิ้นเปลือง

ตัวเลขจาก Honda

27.8 กม./ลิตร

การใช้งานจริง

  • ในเมืองประมาณ 20–25 กม./ลิตร
  • นอกเมืองประมาณ 24–27 กม./ลิตร

สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปใน Segment นี้ ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ประหยัดมาก

ค่า Maintenance Honda City ในระยะยาว

อีกหนึ่งจุดแข็งของ Honda City คือค่า Maintenance ที่ค่อนข้างคาดการณ์ได้

ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ได้แก่

  • น้ำมันเครื่อง
  • ไส้กรอง
  • ผ้าเบรก
  • น้ำมันเกียร์

ค่า Maintenance โดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ประมาณ

5,000 – 8,000 บาท

ข้อดีของ Honda City คือ

  • ศูนย์บริการมีทั่วประเทศ
  • อะไหล่หาได้ง่าย
  • ช่างทั่วไปสามารถดูแลได้

สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายในระยะยาว

หากเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้า B-Segment

แม้ว่ารถเครื่องยนต์จะยังมีข้อดีหลายอย่าง แต่ต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้า B-Segment เริ่มเข้ามาแข่งขันมากขึ้น

จุดเด่นของรถไฟฟ้าคือ

  • ค่าไฟต่อกิโลเมตรค่อนข้างต่ำ
  • โดยเฉลี่ยรถไฟฟ้าจะใช้พลังงานประมาณ
  • 12–15 kWh ต่อ 100 กม.
  • หากคิดค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 4 บาทต่อหน่วย
  • ค่าไฟจะอยู่ประมาณ
  • 0.50 – 0.60 บาทต่อกิโลเมตร
  • ซึ่งถูกกว่าค่าน้ำมันของรถเครื่องยนต์

แต่ความคุ้มค่าระยะยาวไม่ได้มีแค่ค่าไฟ

แม้ว่ารถไฟฟ้าจะมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา

เช่น

  • ราคาซื้อรถ
  • ค่าแบตเตอรี่
  • ค่าเสื่อมราคา

รถไฟฟ้าหลายรุ่นมีการรับประกันแบตเตอรี่ประมาณ 8 ปี แต่ต้นทุนในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคตอาจอยู่ในระดับหลักแสนบาท

ในขณะที่ Honda City ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่มีความเสถียรสูง และค่าบำรุงรักษาสามารถคาดการณ์ได้ง่ายกว่า

การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายคนยังเลือก Honda City คือความสะดวกในการใช้งาน

รถเครื่องยนต์สามารถ

  • เติมน้ำมันได้ทันที
  • เดินทางไกลได้โดยไม่ต้องวางแผนการชาร์จ

ในขณะที่รถไฟฟ้าอาจต้องคำนึงถึง

  • สถานีชาร์จ
  • ระยะเวลาชาร์จ
  • การวางแผนเส้นทาง

สำหรับผู้ใช้ที่เดินทางระยะไกลบ่อย รถเครื่องยนต์ยังคงให้ความสะดวกมากกว่า

Honda City ยังเป็นรถที่คุ้มค่าในยุครถไฟฟ้าหรือไม่

หากพิจารณาเฉพาะค่าเชื้อเพลิง รถไฟฟ้ามีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด

Honda City ยังมีข้อได้เปรียบหลายด้าน

  • ความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์
  • ค่า Maintenance ที่คาดการณ์ได้
  • ความสะดวกในการใช้งาน
  • ราคาขายต่อที่ดี

โดยเฉพาะรุ่น City e:HEV ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเกือบ 28 กม./ลิตร ทำให้ต้นทุนการใช้งานใกล้เคียงรถไฟฟ้ามากขึ้น

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถที่ใช้งานง่าย ดูแลง่าย และมีต้นทุนระยะยาวที่คาดการณ์ได้

Honda City ยังคงเป็นหนึ่งในรถ B-Segment ที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด